Re5

   โลกนี้มีอะไรที่ไม่น่าเชื่ออยู่หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น หุ่นยนต์แปลงร่างได้ ,สายลับปีนตึกสูง 1 กิโลเมตร หรือว่าจะเป็นตุ๊กตาหมีพูดได้ แต่ทั้งหมดที่พูดไปมันก็ยังไม่ได้ครึ่งของ Resident Evil Retribution หรือ ผีชีวะ 5 หรอกคุณเชื่อผม มันมีอะไรที่คุณจะตะลึงได้ตลอดเวลา ขอย้ำว่าตลอดเวลา เป็นอะไรที่เกินความคาดหมายของผมเหมือนกัน มาดูกันว่ามันเกินยังไง (และขนาดไหน)

 

Shoot her!!

 

   ชีวิตนี้ต่อให้เราไม่รู้จักเกมซักเกมเลย ก็ต้องคุ้นๆหูกับคำว่า Resident Evil มากันทั้งนั้นแหละ บางคนอาจจะรู้จักมาจากหนังภาคแรกที่เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่โดยมี Paul ws. Anderson เป็นคนนำรูปแบบเนื้อเรื่องจากเกมมารีเมกใหม่ โดยสร้างความฮือฮาให้กับโลกวงการภาพยนตร์อยู่มิใช่น้อยเพราะว่าเป็นหนังเรื่องแรกๆที่เอาซอมบี้มาเน้นหนักจนกลายเป็นชื่อเนื้อเรื่องได้ถึงขนาดนี้ แถมยังทำออกมาได้ลงตัว สยอง มันส์ ถูกใจคนทั่วโลกส่วนตัวถือว่าเป็นภาคที่แทบปิดตาดูเลยทีเดียว แต่ทำไมไม่รู้ว่าหลังๆมันถึงเป็นเช่นนี้ได้

 

Zombies

 

   Resident Evil Retribution หรือ ผีชีวะ 5 สงครามไวรัสล้างนรก ได้กลับมาอีกครั้งต่อจากภาค Afterlife โดยเนื้อเรื่องก็จะต่อจากภาคที่แล้วเลย คืออลิซปลดปล่อยคนในเรืออาเคเดีย แล้วทางอัมเบรลล่าก็มาจัดการเก็บกวาดหลักฐานโดยการฆ่าคนทุกคน อลิซพลาดท่าจึงโดนจับไปอีกครั้ง ครั้งนี้เธอถูกจับตัวไปที่ศูนย์วิจัยใต้น้ำซักแห่งในรัสเซีย โดยศูนย์วิจัยนี้มีไว้ทดลองอาวุธชีวภาพหรือผีชีวะนั่นเอง โดยจำลองเอาเมืองต่างๆมาไว้ในโดม เธอจะต้องฝ่าฟันแต่ละเมืองจนกว่าจะไปถึงลิฟท์ขึ้นสู่ผิวน้ำ โดยมีเดิมพันคือมวลมนุษยชาติเป็นเดิมพัน แต่พูดอย่างนี้มันดูกว้างไป...

 

Arcadia

 

  โดยเนื้อเรื่องที่พูดไปอาจฟังดูดี แต่ที่จริงแล้วกลับเป็นเยื้อเรื่องที่แคบมากเหมือนกับภาคที่แล้ว คือมีจุดประสงค์จุดประสงค์เดียว มีปมเดียว ทำให้โลกของ Resident Evil ดูแคบมาก เพราะที่คาดไว้ว่าน่าจะเป็นเนื้อเรื่องที่ออกแนวช่วยมวลมนุษยชาติไปเลยแต่กลับตีเรื่องให้แคบเป็นแค่หนีเอาชีวิตรอด ในขณะที่มนุษย์กำลังจะสูญพันธุ์ มันดูไม่ค่อย make sense เท่าไหร่ สำหรับผม และตีแคบเข้าไปอีกโดยการเพิ่มตัวละครพิเศษเข้ามาอีกตัว มันดูเป็นการเน้นเนื้อเรื่องที่ไม่ถูกทางเอาซะเลย แต่ถึงอย่างไรก็ตาม หนังเรื่องนี้ก็ไม่ได้เน้นเนื้อเรื่องมาตั้งแต่ไหนกระไร เขาเน้นที่ฉากแอคชั่นต่างหาก

 

Reunion

 

   สิ่งที่เรื่องนี้ขาดไม่ได้เลยก็คือฉากแอคชั่นที่มันสหยด และเว่อร์เหลือหลาย ไม่ได้ว่าในทางที่ไม่ดีนะ แต่มันก็เป็นจุดขายที่ทำให้เราไปดูมันเลยหละ ไม่ว่าจะเป็นลีลาผาดโผนเฉียดตายของอลิซ หรือ ขับรถหนีซอมบี้ถือ RPG ก็เป็นอะไรที่มันส์ใช่ย่อย เพราะต้องยอมรับเลยว่าเขาจัดเต็มกับของพวกนี้จริงๆนำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ให้เป็นไปได้ (ยิ่งกว่า Mission Impossible อีก) ก็จะเรียกว่าหนังเรื่องนี้จะเป็นแค่แนว Action ก็ไม่ได้ ต้องมี Fantasy ด้วยถึงจะถูก ไม่อยากอธิบายในส่วนนี้ให้เสียน้ำลาย เพราะทุกคนก็ต่างรู้ว่ามันเป็นยังไง

 

Barry

 

    จุดขายอีกอย่างที่ดึงชาวเกมเมอร์ได้อย่างดีก็คือตัวละคร เพราะว่าภาคนี้เขาดึงมาจากเกมเป็นโขลง! เอ้ย ขโยงกันเลยทีเดียว ที่ทุกๆต้องรู้จักเลยก็คือ ลีออน เอส เคเนดี้ เป็นตัวละครที่ผมคาดหวังเป็นอย่างมาก ว่าจะดูเท่ดูดีเหมือนในเกม แต่กลับออกมาได้น่าผิดหวัง บทน้อยมาก ไม่มีการแนะนำตัวละคร คือถ้าไม่มีคนพูดชื่อก็จะไม่รู้เลยว่าไอนี่มันชื่ออะไร ตัวละครไม่ได้ดูเด่นอะไรเลย เหมือนเป็นแค่ตัวประกอบ นางเอกของเรา อลิซ แน่นอนว่าต้องเน้นอยู่แล้ว เพราะ เธอเป็นตัวหลักของหนังแฟรนไชส์นี้ โดยรวม เธอก็ออกมาเท่แจ่มแจ๋วเช่นเคย เธอเก่งกว่าเดิม เธอแรงกว่าเดิม แน่นอนว่านักแสดงหญิงอีกคนนึงที่ทุกคนคาดหวัง ก็คือ เอด้า หว่องนั่นเอง แต่รายนี้ก็ถือว่าใช้ได้ทีเดียว เธอเปิดตัวได้ดี ถึงแม้จะไม่ได้ตื่นเต้นอะไร แต่ก็ยังคงความเป็นเธอในรูปแบบฉบับเกมได้อย่างดี แต่หน้าออกแนว แขกๆไปนิดนุง ^^  อีกตัวที่น่าสนใจก็คือ แบร์รี่ เบอร์ตั้น ตัวละครสุดฮาจากภาคแรก (ในเกมนะ) ในที่สุดทางผู้กำกับก็หยิบมาซักที แต่ดูเหมือนว่าไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเขาสักเท่าไร เหมือนๆกับลีออน แน่นอนว่าเนื้อหาอิงจากภาคที่แล้วก็ต้องมี จิลล์ วาเลนไทน์อย่างแน่นอน ในภาคนี้เธอจะมีบทบาทมากขึ้นพอๆกับตัวหลัก เธอเป็นหัวหน้ารักษาความปลอดภัยของอัมเบรลล่านี่ บอกได้คำเดียวว่า เธอ แร๊งสสสส์ ตัวละครที่มาจากหนังอีก 4 ตัวที่สำคัญก็คือ คาร์ลอส ลูเธอร์ เรน และเจมส์ วัน ทุกตัวล้วนสำคัณแต่จะเน้นที่เรนเป็นหลัก ตัวร้ายประจำเรื่องคราวนี้ไม่ใช่คนแต่เป็นคอมพิวเตอร์ ซึ่งก็คือ เร้ดควีน หนูน้อยคอมพิวเตอร์จากภาคแรก
ที่สามารถควบคุมทุกอย่างในอัมเบรลล่าได้ และตัวสุดท้าย ตัวละครนี้ไม่ค่อยคาดคิดซักเท่าไร คนคนนั้นคือ อัลเบิร์ต เวสเกอร์....เอะ! ภาคที่แล้วโดนนิวเคลียบอมบ์ไปแล้วไม่ใช่เหรอ
ยังรอดกลับมาได้! แต่ภาคนี้คาเรคเตอร์ของเขาก็ดูน่าสนใจทีเดียว ต้องไปดูเอาเองนะจ๊ะ

 

Bam!

 

  เสียงประกอบโดยรวมถือว่าใช้ได้ อลังการงานสร้างดี ระเบิด ดังให้ลั่นไปหมด และที่อึนๆก็คือเสียงปืนบางตัวมันไม่ค่อยเหมือนจริงเท่าไหร่ แต่ก็เอาถอะ จุดเล็กนิดเดียว ไม่อยากเอามาทำให้เสียอรรถรถ
    ระบบกราฟฟิกต้องยอมรับเลยว่าผิดหวังในบางจุด เพราะคุณเป็นหนังงบ 200 ล้านดอลล่าร์แต่กลับทำออกมาได้แค่ 50 ล้าน ไม่ค่อยละเอียด ซึ่งมันก็ควรที่จะละเอียดสิ ดูไปไม่คุ้มเลยเพราะว่ากราฟฟิกเนี่ยหละ ผมพูดงี้คุณอาจไม่เชื่อ คุณต้องไปดูเอาเอง

 

Umbrella hive

 

  ทั้งหมดโดยรวมที่ประทับใจก็ดูเหมือนจะเป็นฉากแอคชั่นนั่นแหละ ไม่ผิดหวังสำหรับหมวดนี้ ตอบโจทย์ความเว่อร์ได้เป็นอย่างดี แต่มันก็ไม่ได้เพอร์เฟคหรอกนะ มันยังขาดอะไรอีกเยอะ แต่ผมก็ขี้เกียจจะพูด มันเยอะจริงๆ การดู Resident Evil 5 ในครั้งนี้ ก็เข้าขั้น ระดับที่ว่า ไม่พอใจสำหรับผม เพราะด้วยอะไรหลายๆอย่างที่ควรจะพัฒนา แต่ไม่พัฒนา แต่ที่พัฒนาก็คือดีขึ้นจากภาคที่แล้วหน่อยนึง ก็เท่านั้นเอง บางทีคำวิจารณ์ของผมมันจะแรงมาก แต่คุณก็อย่าไปแคร์ไรมันมาก ถ้าเราเป็นแฟนตัวยงซะอย่าง อะไรๆมันก็ดีไปหมดหละครับ

 

คะแนน 6.5/10

 

ตัวอย่างหนัง